ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

ทิ้งเหว

๑๙ มิ.ย. ๒๕๖๕

ทิ้งเหว

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๕

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๒๗๙๕. เรื่อง “ทำบุญทิ้งเหว”

กราบนมัสการหลวงพ่อ โยมขอถาม การทำบุญทิ้งเหว คือทำบุญไม่ขอ ไม่หวังผลใช่ไหมคะ เวลาโยมทำบุญแล้วโยมจะพูดว่า ขอให้โยมเป็นคนดีและมีความสุข ชนะกิเลสในใจของตน อย่างนี้เรียกว่าทำบุญขอใช่ไหมคะ แล้วทำบุญทิ้งเหวไหมคะ ขอหลวงพ่อตอบให้โยม เพื่อโยมจะได้คิดใหม่เจ้าค่ะ กราบขอบพระคุณ

ตอบ : ทำบุญทิ้งเหวๆ คือทำบุญแล้วมันไม่หวังผลตอบแทน ถ้าหวังผลตอบแทน ตอบแทนแบบธุรกิจไง ธุรกิจ เวลาพระเขาเทศนาว่าการ เราได้ยินนะ ไอ้นี่เป็นการติดสินบน เขาว่า เวลาทำบุญแล้วจะขอยิ่งใหญ่นะ เขาบอกว่า นี่มันติดสินบนหรือเปล่า เราก็ติเตียนทางโลกเขาแล้วว่าการติดสินบน การคอร์รัปชันมันเป็นสิ่งที่ไม่ดีงาม แต่เวลาเราทำบุญกุศล เราก็ขอซะยิ่งใหญ่เลย อย่างน้อยต้องรางวัลที่หนึ่ง ถูกไม่ถูกไม่รู้ นี่ขอเอาๆ

แต่สิ่งที่ว่าที่ขอ ทำบุญทิ้งเหวๆ นะ การขอนะ ถ้าจิตเราเป็นกุศลนะ ไอ้นี่มันไม่ใช่เป็นการขอ มันเป็นการตั้งเป้าหมาย อธิษฐานบารมีๆ อย่างเช่นเราปรารถนาจะพ้นจากทุกข์ แล้วถ้าขอแล้วได้ไหม มันไม่ได้หรอก

แต่ถ้าเราไม่ตอกย้ำว่าเรามีเป้าหมายว่าเราปรารถนาถึงที่สุดแห่งทุกข์ ถึงที่สุดแห่งทุกข์ อันนี้เราว่าไม่ใช่เป็นการขอ อันนี้คืออธิษฐานบารมี

อธิษฐานบารมี บารมีสิบทัศ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มีเป้าหมาย ถ้ามีเป้าหมายแล้ว ตั้งเป้าหมายแล้วเราพยายามจะทำให้สู่ถึงเป้าหมายนั้น ไอ้อย่างนี้ไม่ใช่การขอ

แต่ถ้าการขอๆ ทำบุญแล้วต้องอย่างนั้น ต้องขออย่างนั้นๆ พอขอแล้วนะ ไอ้คำขอนั่นแหละมันเป็นดาบสองคม มันย้อนกลับมาทำลายเราไง ทำบุญแล้วไม่ได้บุญ เพราะเราตั้งเป้า เราตั้งเป้า เราได้อย่างนั้นๆ ถ้าเราตั้งเป้านะ เราทำบุญกุศล ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เราก็ทำคุณงามความดีของเรา เราก็มีเป้าหมายของเรา

มีเป้าหมาย กับการอ้อนวอนขอ มันแตกต่างกัน

ฉะนั้นบอกทำบุญทิ้งเหวๆ มันเป็นการป้องกันกิเลสมันย้อนรอยกลับมาทำลายความตั้งใจของเราไง เพราะเราก็ตั้งเป้าหมาย เราตั้งเป้าหมาย พอตั้งเป้าหมายพ้นจากทุกข์ๆ มันขอไม่ได้

แล้วอย่างเขาถาม เวลาโยมพูดว่าขอให้เป็นคนดีและมีความสุข ชนะใจของตน

ไอ้อย่างนี้เราว่าไม่ใช่ขอ ไอ้นี่มันตั้งเป้าหมายว่าเราจะทำ

ถ้าเราจะทำๆ ไอ้การประพฤติปฏิบัติเป็นการกระทำทั้งสิ้น เราต้องมีความเพียรชอบ มีความเพียร มีความวิริยะ มีความอุตสาหะ มีการกระทำ แล้วเราถึงชนะตน ชนะตัวของเราได้ ถ้าเราชนะตัวของเราได้ นี่คือการประพฤติปฏิบัติ คือการฝึกหัด ไอ้นี่ไม่ใช่การขอ

ขอคือว่าเหมือนขอลาภ ขอลาภลอย มันลอยมาไง อะไรที่มันลอยมา ประสบความสำเร็จๆ แต่ถ้าเราทำธุรกิจ เราทำสิ่งใด เราก็ตั้งเป้าหมายของเรา แล้วเราก็ขวนขวายของเรา ไอ้นี่ถ้ามันถึงเป้าหมายของเรา เราก็ขออำนาจวาสนาบารมี ขอให้บุญ ขอให้กุศลคุ้มครองดูแล อันนี้ก็เป็นอย่างหนึ่ง

แต่ด้วยการที่ว่าทำบุญทิ้งเหวๆ เราพูดถึงพระ เราพูดถึงชาวพุทธที่ตั้งเป้าหมายแล้วอยากจะประพฤติปฏิบัติ ป้องกัน ป้องกันไม่ให้กิเลสมันย้อนกลับมา เวลากิเลสมันย้อนกลับมา พอเราตั้งเป้าแล้วเราไม่ได้ เราก็เสียใจแล้ว

แต่เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเรานะ จะขนาดไหนก็แล้วแต่ ทุ่มเท แล้วพอครูบาอาจารย์เวลาท่านพูด ท่านพูดขณะที่ทำ หลวงตาท่านพูดอย่างนี้นะ เวลาย้อนกลับไปถึงที่ว่าท่านเคยประพฤติปฏิบัติมา มันเสียว มันเสียว

แล้วทำไมตอนนั้นมันทำได้ มันทำได้เพราะมันมีกิเลสไง มันทำได้ เพราะเหมือนคนเจ็บไข้ได้ป่วย คนเจ็บไข้ได้ป่วยมันมีโรคภัยไข้เจ็บรุมเร้า พอมันรุมเร้าแล้ว ไอ้การรักษาทำได้ทั้งนั้นน่ะ ขอให้หาย ขอให้หาย

นี่ก็เหมือนกัน ถ้ามันเป็นโรคกิเลสประจำหัวใจของตนน่ะ แล้วเรามีกิเลส แล้วเราตั้งเป้าหมาย แล้วเราจะกระทำนะ มันมีกำลังใจ มันมีพลัง มันทำได้ทั้งนั้นน่ะ

แต่ตอนที่ท่านสิ้นกิเลสแล้วท่านบอก คิดย้อนกลับไปแล้ว โอ้โฮ! ทำได้อย่างไร แต่ทำได้

เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านก็เหมือนกัน ท่านก็ทุ่มเทของท่านเหมือนกัน เวลาทุ่มเทแล้ว ทุ่มเทแบบที่มีอำนาจวาสนาไง ผู้มีนิสัยวาสนา มันตั้งเป้าหมายแล้วมันพยายามกระทำ พยายามฝึกฝนกระทำของตนให้ประสบความสำเร็จ ประสบความสำเร็จแล้วเวลาปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ความประสบความสำเร็จของผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ มันกังวานกลางหัวใจ

ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก คนอื่นไม่เกี่ยว คนอื่นไม่รู้นะ คนอื่นไม่รู้เรื่องกับเราหรอก เว้นไว้แต่ครูบาอาจารย์หรือผู้ที่มีอำนาจวาสนาบารมีสูงกว่า รู้ได้หมดน่ะ

นี่พูดถึงว่า ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงนะ

ฉะนั้น การทำบุญทิ้งเหวๆ มันก็เริ่มต้นจากชาวพุทธเริ่มต้นนี่แหละ เริ่มต้นมันก็เตาะแตะอยู่แล้ว เริ่มต้นมันก็จะล้มอยู่แล้วไง แล้วก็อ้อนวอนขอ แล้วมันก็กลับมาทำลาย ทำลายเจตนาของเรา กลับมานี่ตอกย้ำเลยนะ ไม่มีอยู่จริง ทำแล้วไม่ได้ มันตอกย้ำให้เราล้มลุกคลุกคลานเลย

แต่ถ้าเราเป็นชาวพุทธนะ เวลาทางสื่อสารมวลชนเขาติเตียน เวลาทำบุญ โอ้โฮ! เขียนป้ายประกาศเสียใหญ่โตเลย เพราะอยากได้ป้าย อยากได้ชื่อเสียง

แต่ถ้าเราทำแล้วนะ เราทำบอกว่าไม่ต้องมีใครรู้ใครเห็น ทำบุญทิ้งเหวยอดเยี่ยมที่สุด แล้วภาษาเรา มันปิดกิเลสเราไม่ให้ฟู เราทำบุญก็ได้บุญไง เราทำคุณงามความดีก็ได้ความดีไง ความดีนั้นน่ะสุดยอดที่สุดเลย

แล้วอย่างที่โยมพูด อยากจะเป็นคนดี อยากจะมีความสุข อยากชนะใจของตน

อย่างนี้ถูก เพราะอะไร เพราะไอ้ ๓ คำนี้มันเป็นเหตุให้เราต้องบังคับตัวเอง

อยากเป็นคนดี คนดีคืออะไร

คนดีก็มีศีลมีธรรม

อยากมีความสุข

ความสุข อย่าเตลิดเปิดเปิง อย่าโอนไว อย่าเชื่อสังคม เราใช้ด้วยความประหยัดมัธยัสถ์ สิ่งใดที่มีความจำเป็นแล้วเราถึงใช้จ่าย

หาได้เท่าไร ถ้ามีรู้จักประหยัดมัธยัสถ์ เหลือเท่านั้น หาได้เท่าไร ใช้มากกว่าที่หาได้ เป็นทุกข์แล้ว

แล้วชนะใจของตนสำคัญที่สุด ชนะกิเลสในใจของตน

ถ้าชนะกิเลสในใจของตน ก็ฝึกหัดตั้งแต่ตอนนี้ ฝึกหัดตั้งแต่ตอนนี้ต้องมีสติปัญญา จะทำอะไรก็มีสติสัมปชัญญะของเราไว้ ถ้ามีสติสัมปชัญญะนะ มันมีเหตุมีผลแล้ว มันไม่ให้กิเลสมันกระพือ แต่ถ้ามันขาดสตินะ ไปแล้วครึ่งตัว แล้วพอครึ่งตัวแล้ว พอคิดอะไรถูกต้องหมดน่ะ เพราะมันขาดการยับยั้ง

ถ้ามีสติสัมปชัญญะมันตรงข้าม ตรงข้ามกับความประมาทเลินเล่อ ความประมาทเลินเล่อนั่นน่ะเป็นบ่อเกิดแห่งวิบัติทั้งนั้นเลย ไอ้พวกประมาทเลินเล่อ

พระพุทธเจ้าสั่งไว้เป็นคำสุดท้ายเลย ก่อนที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพาน ทิ้งธาตุขันธ์ไว้กับโลกนี้

“ภิกษุทั้งหลาย เธอจงพิจารณาสังขารด้วยความไม่ประมาทเถิด”

เป็นคำสั่งเสียคำสุดท้ายขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พูดไว้กับโลกสมมุติเรานี่ พูดทิ้งไว้ให้โลกสมมุติ ให้มนุษย์พวกเราได้คำสั่งเสียคำสุดท้ายขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เวลาเราพูดถึงหลวงปู่มั่นๆ ไง หลวงตาพระมหาบัวท่านระลึกถึง เวลาหลวงปู่มั่นท่านเจ็บไข้ได้ป่วยของท่าน ท่านก็เพียบแปล้ในธาตุขันธ์ของท่าน

หลวงตาพระมหาบัวท่านก็กำลังพิจารณาอสุภะของท่านด้วยความเข้มข้นของท่าน เป็นมหาสติ มหาปัญญา แล้วพิจารณาของท่านต่อเนื่องไป แล้วหลวงปู่มั่นก็ละล้าละลัง เพราะท่านก็ต้องนิพพานไปข้างหน้า แล้วลูกศิษย์ที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม สั่งเสียไว้เหมือนกัน

“ถ้าเราไม่อยู่แล้ว อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธ”

อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งหัวใจของเรา อย่าทิ้งพุทโธ คำบริกรรมอย่าทิ้ง

อย่าทิ้งผู้รู้ อย่าทิ้งพุทโธ เป็นคำสั่งเสียสุดท้ายของหลวงปู่มั่น

เราก็ยึดมั่นของเรา แล้วเรายึดมั่นของเราแล้ว แล้วภาษาเรา เราก็ภาวนาอย่างนี้ แล้วเราก็ได้ผลขึ้นมาจากผู้รู้ จากพุทโธ จากปัญญาอบรมสมาธิ นี่แหละคือตัวเหตุ นี่แหละคือตัวบุกเบิก นี่แหละคือหัวหอกที่ให้เราภาวนาของเรามาอย่างนี้

ถ้ามันให้ภาวนาอย่างนี้ เราเน้นย้ำเลย แล้วอาศัยอย่างนี้ เพราะอะไร เพราะผลคือหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ผลคือหลวงตาพระมหาบัว ผลคือหัวใจของเราที่ปฏิบัติล้มเหลวหรือมันมีหลักเกณฑ์

แล้วเราทำของเรานะ เราจะสอนสิ่งล้มเหลวให้ประชาชนใช่ไหม เราก็สอนสิ่งที่มีหลักเกณฑ์ สิ่งที่ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติแล้วได้ผล

ภาษาเรานะ พระอรหันต์ทั้งนั้นเลย พุทโธๆ นี่ ไอ้ที่โลกมันติเตียนว่าโง่เง่าเต่าตุ่น ที่ไม่มีปัญญา แต่เป็นพระอรหันต์หมดเลย แหม! ปัญญาเลอเลิศ ปัญญามากมายมหาศาล ค้นคว้าหาอะไรไม่เจอสักอัน กิเลสก็ไม่รู้จัก สมาธิก็ทำไม่เป็น แล้วมันจะเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาได้อย่างไร มันไม่มีอะไรหรอก มันเป็นตรรกะ

ตรรกะคืออะไร

ตรรกะคือสิ่งที่มนุษย์สื่อสารได้ เข้าใจได้ ก็สมมุติไง สมมุติคนมีกิเลส เข้าใจกันได้ สุดยอดๆ อยู่แค่นั้นแหละ ไร้สาระ

แต่ไอ้ที่ว่าพุทโธๆ พระอรหันต์ทั้งนั้น มันเป็นสัจจะเป็นความจริง

คำว่า ทำบุญทิ้งเหว” เขาถามนะ กราบนมัสการหลวงพ่อ โยมขอถามการทำบุญทิ้งเหว คือทำบุญไม่ขอ ไม่หวังผลใช่ไหมคะ เวลาโยมทำบุญแล้ว โยมจะพูดว่าขอให้โยมเป็นคนดีและมีความสุข ชนะกิเลสในใจของตน อย่างนี้เรียกว่าทำบุญขอไหมคะ

ถ้าเป็นคำถามของโยม ไม่ได้ขอ แต่ถ้าเป็นโดยทั่วไป เวลาทำบุญ เขาขอ เขาหวังผลของเขา เวลาหวังผลของเขา แล้วเวลาทำไปแล้ว สิ่งที่ว่าจิตใจมันผูกพัน เพราะอะไร เพราะเราคิดกันแบบคณิตศาสตร์ หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง

แต่ในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราเอามาเปรียบเทียบประจำ มาลบล้างไอ้พวกนี้ ไอ้พวกที่ว่า ไอ้นั่นมันทำบุญเป็นเหยื่อ ล่อให้กิเลสมันฟู ทำแล้วมันจะยิ่งใหญ่อย่างนั้น จะเป็นอย่างนั้น

โฮ้! มันเป็นทานระดับพื้นๆ มันเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ มนุษย์อยู่ด้วยกันแล้วมันเหยียบย่ำทำลายกันทั้งนั้นน่ะ แล้วมันก็ข่มขี่ข่มเหง อยากจะยิ่งใหญ่ทั้งนั้นน่ะ นี่มันเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์

ฉะนั้น พระปฏิบัติตัดทิ้งเลย ทำอะไรปิดทองหลังพระ ปิดทองหลังพระ สิ่งนี้ประเสริฐที่สุด แล้วมันก็ตัด ตัดโลก มันเป็นการประชาสัมพันธ์ไง เวลาจะทำบุญ โอ้โฮ! โฆษณากันอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วถ้ากล้องยังไม่ได้เตรียมนะ ยังทำอะไรไม่ได้หรอก พอตั้งกล้องได้แล้ว โอ้โฮ! หลั่งไหลกันมาเลย ถ้าโลกเขาว่าหิวแสง หิวมาก แล้วไม่เป็นประโยชน์ไง

ฉะนั้น ทำบุญทิ้งเหวมันระดับของทาน ทำบุญทิ้งเหวๆ เราตัดสิ่งที่ว่ามันจะเป็นเหยื่อ แล้วมันจะทำให้คนทำบุญมันมีปัญหา แล้วเราตัดทิ้ง กับทางกระแสสังคมที่เขาทำบุญกันอย่างนั้นน่ะ

วัดป่าๆ วัดป่าคือวัดปฏิบัติ ถ้าคนเขามีจิตใจนะ เขาทำบุญเบื้องหลังทั้งนั้นน่ะ มันสิ่งที่มันเป็นตลาด โครงการช่วยชาติฯ มันเป็นตลาด

แล้วโครงการช่วยชาติฯ ปั๊บ หลวงตาพระมหาบัวท่านสะอิดสะเอียนจะตาย เวลาโยมมาท่านหันหน้า เบือนหน้าหนีเลย แต่มันจำเป็นจะต้องหาเงินช่วยชาติ นั่นน่ะเป็นความจำเป็น

นิสัยเดิมเรารู้จัก คนมาใกล้ๆ ไล่ออกหมด เขวี้ยงเข้าป่า เขวี้ยงเข้าป่า คือท่านไม่เคยหวังเรื่องอย่างนี้เลย แต่ด้วยความจำเป็นที่จะต้องช่วยชาติ ให้เขาเหยียบย่ำ ให้เขาสบประมาท นี่มันก็เป็นเรื่องของโลกๆ นะ

ฉะนั้น กรณีอย่างนี้มันก็อย่างว่า เราถึงพูด เรารู้ถึงนิสัย เพราะเราโดนยำมามาก หลวงตายำเราเต็มที่เลย แต่มันก็เป็นความภูมิใจของครูบาอาจารย์ที่ท่านทำแล้วปั้นลูกศิษย์ได้ เราก็รู้ เราเป็นครูบาอาจารย์ของคน ถ้าเราสร้างลูกศิษย์ได้ ครูบาอาจารย์องค์นั้นจะมีความสุขมาก

ฉะนั้น ท่านยำเรามาก เพราะยำอย่างนั้นเราถึงได้รู้นิสัยไง แล้วโครงการช่วยชาติฯ เราสลดสังเวชมาก

แต่ท่านก็บอกว่า คราวหนึ่งเราเสียสละชีวิตเพื่อชำระล้างกิเลส อีกคราวหนึ่งเราเสียสละชีวิตเพื่อช่วยช่าติ ท่านเสียสละของท่าน นั่นก็เป็นอำนาจวาสนาบารมีของท่าน

เราเคารพบูชาของเรานะ ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์เป็นคนชี้นำ เราเอง ทุกคน กิเลสธรรมชาติของมันเข้าข้างตัวเองหมด กิเลส ธรรมชาติของมันยกย่องตัวเอง แล้วหลอก ยกย่องตัวเอง หลอกตัวเอง เผาตัวเอง ทำลายตัวเอง ทุกอย่าง

ฉะนั้น เวลาคำพูดของท่านไง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือกิเลสในใจของมนุษย์ น่ากลัวมาก เพราะมันหลอกไอ้เจ้าของ หลอกตัวมันเองจนมันรู้ไม่เท่า แล้วมันก็ไปทำลายคนอื่น ไปทำลายคนอื่นโดยกิเลสของมันนะ แล้วผลล่ะ

ผลคือกรรมของมัน เพราะมันทำลายตัวมันเอง มันทำลายสติสัมปชัญญะของมัน มันถึงพอกพูนกิเลสในหัวใจของมันล้นจนไปหลอกลวง ทำลายคนอื่น น่ากลัวไหม

กิเลสในใจมนุษย์น่ากลัวที่สุด

นี้เป็นคำพูดของหลวงตาพระมหาบัว เราจำขี้ปากท่านมาพูดทุกวันๆ เพราะมันชอบ มันซึ้งใจ มันสะอิดสะเอียน มันขยะแขยง มันเศร้าใจ แต่คนไม่รู้ ถ้าคนรู้น่ะสุดยอดเลย

นี่พูดถึงว่า ทำบุญทิ้งเหวนะ ไปใหญ่เลย

ทำบุญทิ้งเหวๆ ระดับของทาน ระดับของทาน เราทำบุญกุศลแล้วเราไม่เอาบุญกุศลเราไปเปรียบเทียบกับใคร ไปวัดค่ากับใคร

เพราะในสมัยพุทธกาล ทุคตะเข็ญใจเขาเป็นคนทุกข์คนจน ในสมัยพุทธกาลเยอะแยะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปโปรดคนคนนั้นไง

มีทุคตะเข็ญใจนะ เขาหาอยู่หากินทำให้พอปากพอท้องเขา เช้าขึ้นมาเขาทำบุญใส่บาตรตักข้าวทัพพีหนึ่ง แล้วเขาอยากบวชมากๆ ไปขอบวชกับพระทั่วไป ทุกคนไม่บวชให้ เพราะเขาเป็นคนทุกข์คนจน ข้าวจะกินเขายังไม่มี เขาจะเอาบริขารมาจากไหน แล้วเขาอยากจะบวชมากจนซูบจนผอม จนเขาติเตียน เรื่องร่ำลือไปถึงพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าประชุมสงฆ์ แล้วถามท่ามกลางสงฆ์ว่า

“ทุคตะเข็ญใจเขาอยากบวชมาก เขาเคยมีคุณกับใครบ้าง”

พระสารีบุตรยกมือขึ้นเลย “เขาเคยมีบุญคุณกับข้าพเจ้าครับ”

“เขามีบุญคุณกับเธออะไร”

“เขาเคยตักบาตรข้าพเจ้าหนึ่งทัพพีครับ”

พระพุทธเจ้าให้พระสารีบุตรบวชให้ทุคตะเข็ญใจคนนี้ ทุคตะเข็ญใจคนนี้ พอพระพุทธเจ้าบวชให้แล้ว พระพุทธเจ้าอบรมบ่มเพาะสั่งสอนเขาจนเป็นพระอรหันต์ ข้าวทัพพีเดียว มันจะรวย มันจะจนมาจากไหน แต่ด้วยกิเลสมันก็เหยียบย่ำทำลายกันอย่างนั้นน่ะ

แล้วถ้าเป็นนักวิชาการ เขาก็บอก ไอ้ทำบุญตามกระแส ไอ้ทำบุญอยากได้หน้าได้ตา เขาก็ติเขาก็เตียน แต่เขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน เพราะเขาก็ชอบเหมือนกัน เพราะกิเลสน่ะ

กิเลสร้อยทั้งร้อยชอบหมด เว้นไว้แต่ผู้ที่มีสัจจะ ผู้ที่พยายามแสวงหาทางออก เขาจะเล็ดลอดหาทางหลุดพ้นไปจากกิเลส

ฉะนั้น กิเลสตื้นๆ กิเลสหยาบๆ อย่างนี้ มึงยังหลีกเลี่ยงมันไม่พ้นน่ะ แล้วมึงจะปฏิบัติอะไรกันวะ กิเลสนี้มันแบบว่าพื้นๆ เลย ไร้เดียงสามากเลย เพราะความอยากของมนุษย์เป็นพื้นฐาน อยากมีชื่อเสียงทั้งนั้นน่ะ

ถ้าภาษาเรา เราจะเป็นคนดี เราทำแบบไม่หวังชื่อเสียง ไม่หวังใดๆ ทั้งสิ้น เราหวังความสงบ เราหวังของเรา อันนี้ อย่างนี้ถึงจะเป็นการทำบุญทิ้งเหว

การทำบุญทิ้งเหวมันก็แล้วแต่ว่าจิตใจของมนุษย์มากน้อยขนาดไหน นี่พูดถึงการทำบุญทิ้งเหวนะ การทำบุญทิ้งเหว มันมีอยู่ในพระไตรปิฎก เวลาพระพุทธเจ้าสอน บอก การทำบุญ ถ้ามันจะได้บุญกุศล ให้เหมือนโยนทิ้งเหว

เพราะทิ้งเหวมันวูบหายไปเลยไง มันไม่มีอะไรตอบแทนเลย ให้ทำแบบนี้ ท่านทำเป็นบุคลาธิษฐาน เป็นกิริยาให้ชาวพุทธที่อยากได้ความบริสุทธิ์ทำอย่างนี้

เราอ่านมาจากพระไตรปิฎก แล้วมันถูกใจๆ แล้วมาพูดบ่อย อยากให้มันเป็นแบบนี้ ให้คนทำบุญได้บุญกุศลมากๆ ได้บุญกุศลมากคือว่ามันเจตนาสะอาดบริสุทธิ์ แล้วถ้าบริสุทธิ์แล้วมันมีความสุขใจ ไม่ใช่ได้ชื่อเสียง หน้าตาอะไรอย่างนี้ เบื่อ เบื่อ เบื่อมากๆ แต่ก็ต้องอยู่กับมนุษย์ จบ

ถาม : ข้อ ๒๗๙๖. เรื่อง “หลวงปู่ชอบ”

รบกวนหลวงพ่อ สภาวะที่หลวงปู่ชอบเจอเสือแล้วยืนค้าง เรียกว่าอะไรคะ

ตอบ : หลวงปู่ชอบท่านมีอำนาจวาสนาบารมีนะ เพราะประวัติหลวงปู่ชอบอยู่ในตู้ แล้วคณะของเราเรียบเรียงขึ้นมา เรียบเรียงขึ้นมา เพราะหลวงปู่ชอบก็เคยอ่านมาแล้ว แต่มาอ่านประวัติหลวงปู่ชอบเล่มนี้มันละเอียดมาก

เริ่มต้นจากหลวงปู่ชอบท่านเห็นจระเข้ ท่านเห็นพญานาคที่แม่น้ำโขง ตอนที่ท่านยังไม่ได้บวชเลย เห็นโดยตาเนื้อเลย ท่านเห็นของท่านคือจริตนิสัยของท่าน บารมีของท่าน อำนาจวาสนาของท่าน มันเป็นอย่างนั้นมา

ฉะนั้น คำว่า อำนาจวาสนาของคน” นะ มีอำนาจวาสนามาตั้งแต่ท่านยังเป็นฆราวาส แล้วเวลาท่านบวชแล้ว ท่านภาวนา พอท่านภาวนาไป อำนาจวาสนาของท่าน จะบอกว่า คนที่มีบารมี คนที่มีอำนาจวาสนา

แล้วไอ้กรณีว่า เขาถามว่า พอสภาวะที่หลวงปู่ชอบเจอเสือ ที่ยืนค้าง เรียกว่าอะไร

ก็สัมมาสมาธิ มันเป็นอัปปนาสมาธิ คำว่า อัปปนาสมาธิ” เพราะท่านเจอเสือระหว่างที่ว่าประมาณ ๔–๕ ทุ่มหรืออย่างไร แล้วพอจิตมันสงบ แล้วท่านถือโคมไฟอยู่ โคมไฟมีเทียนอยู่เล่มหนึ่ง เทียนเล่มหนึ่งมันไหม้จนเทียนหมดเล่ม มันเป็นมาเท่าไร คือว่าที่ลงอัปปนาสมาธิหลายชั่วโมง ก็หลายชั่วโมง ท่านที่เข้าอัปปนาสมาธิ สักแต่ว่า แต่ท่านอยู่ในท่ายืนนั้นไง ท่ายืนนั้น เพราะว่าการที่เข้าสู่อัปปนาสมาธิคือจิตรวมใหญ่

จิตรวมใหญ่ ตอนที่สภาวะที่ว่าท่านเข้าสู่อัปปนาสมาธิ แต่ถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนา จิตสงบแล้วถ้ามันเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง นั่นคือขั้นของภาวนามยปัญญา ปัญญาพิจารณา การภาวนาอย่างนั้นมันเป็นวิปัสสนา

แต่ถ้าบอกหลวงปู่ชอบท่านเป็นอย่างนั้น มันก็เป็นอัปปนาสมาธิ คือสติสัมปชัญญะสมบูรณ์

แต่ไอ้ที่คำถามๆ เมื่อวานนี้ ที่ว่าของเขา คือว่าเขายกขาซ้าย ขาขวา แล้วเขาวูบลง หน้ากระแทกกับพื้น จนศีรษะแตก จนเลือดอาบ

มันคนละเรื่องเลย นี้มันคนละเรื่องแล้ว

ไอ้คำถามๆ นี้ ก็พยายามจะเอาว่า อาการที่ตัวเองเป็นกับอาการที่หลวงปู่ชอบเป็น เป็นอาการเดียวกัน มันไม่มีความจำเป็นไง

อาการของหลวงปู่ชอบนั้นคืออำนาจวาสนาของท่าน แล้วอย่างที่ครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติ ครูบาอาจารย์บางองค์ท่านต้องมีวิกฤติต่างๆ จิตมันถึงลงได้ จิตดื้อนักๆ จิตมันดื้อนัก กิเลสมันดื้อ กิเลสมันขี่คอ จะทำอย่างไรให้จิตมันสงบได้แต่ละครั้งแต่ละคราว มันต้องลงทุนลงแรงมากมายแต่ละองค์ ขิปปาภิญญาเขาทำง่ายๆ ของเขาก็ได้ของเขา ไอ้นี่มันอยู่ที่วาสนา นี่พระกับพระด้วยกัน มันยังแตกต่างกัน

แต่ของโยมน่ะใช่ เราจะปฏิเสธไม่ได้ว่าประวัติหลวงปู่ชอบ พิมพ์หนังสือแจกทานไปก็เพื่อให้เป็นคติ เป็นแบบอย่างกับผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ

ฉะนั้น เวลาเราปฏิบัติ เราก็เป็นชาวพุทธ เราก็มีครูบาอาจารย์ หลวงปู่ชอบก็เป็นครูบาอาจารย์ของชาวพุทธเราเหมือนกัน ฉะนั้น เราจะเทียบเคียงไม่ได้หรือ

ได้ แต่ในความเห็นของเรา อำนาจวาสนาของโยม ที่มามันแตกต่าง ที่มาแตกต่าง เพราะของโยมมันวูบ แต่อันนี้ถ้ามันวูบ หลวงปู่ชอบก็ต้องล้มลง ถ้ามันไม่ลงสมาธิ เสือที่ข้างหน้า ข้างหลัง ก็ต้องเข้าไปทำร้ายหลวงปู่ชอบ

นี้พอหลวงปู่ชอบท่านเสียสละชีวิตของท่าน เราจะบอกว่าสติสมบูรณ์ ตื่นรู้ตลอดเวลาไง

คนน่ะ เสือล้อมหน้าล้อมหลัง มันจะนั่งหลับหรือ เสือล้อมหน้าล้อมหลัง สติจะหายไปแล้วจะวูบไปหรือ มันเป็นไปไม่ได้ มันรู้ชัดๆ ถ้ารู้ชัดๆ มันก็ลงชัดๆ ไง ลงชัดๆ ไปแล้ว

เวลาเข้าถึงอัปปนาสมาธินะ จะให้อาวุธชนิดไหน ก็ทำลายบุคคลคนนั้นไม่ได้ ไม่มีสิ่งใดจะทำร้ายจิตที่เข้าสู่ความสงบอย่างนี้ได้ แล้วถ้าเป็นในอรรถกถา ที่บอกว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าเข้าสมาบัติ เหมือนกัน อันนั้นเป็นฌานสมาบัติ ไอ้นี่อัปปนาสมาธิ อยู่ที่ว่าชื่อมันแตกต่างกัน แต่วาสนาของคนมันเป็นอย่างไร

นี่พูดถึงว่าเฉพาะหลวงปู่ชอบ

ทีนี้ของหลวงปู่ชอบก็เป็นหลวงปู่ชอบ หลวงปู่ชอบเข้าอัปปนาสมาธิ ถ้าหลวงปู่ชอบเข้าอัปปนาสมาธิ หลวงปู่ชอบ จนจิตท่านมีกำลังของท่าน ท่านยกขึ้นสู่วิปัสสนา ท่านพิจารณากาย พิจารณาเวทนา พิจารณาจิต พิจารณาธรรม อันนั้นเป็นภาวนามยปัญญา ปัญญาวิปัสสนาเพื่อชำระล้างกิเลส ถ้ามันชำระล้างกิเลส จนหลวงปู่ชอบท่านเป็นพระอรหันต์ไปแล้ว

สาธุ เราไม่เอามาเป็นสิ่งที่ว่าสะเทือนกันเปล่าๆ เรายกไว้ เรื่องของครูบาอาจารย์เนาะ ถ้าครูบาอาจารย์ท่านทำผิด เห็นไหม

“มารเอย เมื่อใดภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาของเรา ยังไม่เข้มแข็ง ไม่สามารถกล่าวแก้ คือแยกถูกแยกผิดได้ ตถาคตจะไม่ยอมนิพพาน”

จนวันมาฆบูชา มารดลใจถึง ๑๖ ครั้ง ครั้งที่ ๑๖ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงบอกไง

“มารเอย บัดนี้ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาของเราเข้มแข็ง สามารถแยกถูกแยกผิดได้ อีก ๓ เดือนข้างหน้าเราจะนิพพาน”

เราแยกถูกแยกผิด แล้วเราเพื่อประโยชน์ไง

ของหลวงปู่ชอบท่านพระอรหันต์อยู่แล้ว แต่คำถามของโยม โยมล้มหัวฟาดหัวแตก แล้วจะให้เป็นเหมือนกัน มันก็สิทธิของโยม

แต่ของหลวงปู่ชอบท่านเป็นพระอรหันต์ไปแล้ว มารหาไม่เจอ พ้นจากวัฏฏะ ไม่มีใครเข้าไปสะกิดธรรมธาตุของหลวงปู่ชอบได้อีกแล้ว เพราะท่านอนุปาทิเสสนิพพานแล้ว ไม่ใช่สอุปาทิเสสนิพพาน คือเหลือเศษส่วน

ไอ้ของเรา ของผู้ถาม กำลังตะเกียกตะกายกันอยู่นี่ กำลังหัวฟาดพื้นจนหัวแตกนี่ แล้วก็พยายามจะทำความสงบของใจเพื่อเป็นบาทฐานยกขึ้นสู่วิปัสสนา จบ

ถาม : ข้อ ๒๗๙๗. เรื่อง “จิตที่เป็นกลาง”

กราบนมัสการหลวงพ่อ กระผมได้เข้าพักปฏิบัติที่วัดป่าสันติพุทธาราม ระหว่างวันที่ ๙–๑๒ มิถุนายน เพิ่งเคยมาพักภาวนาที่นี่ครั้งแรก ในการภาวนานั้น วันแรกช่วงกลางคืนมีความคิดปรากฏขึ้นมามาก แล้วสักพักหนึ่งก็ค่อยๆ เบาลงไป จิตมีความสงบตั้งมั่นขึ้นมาระดับหนึ่ง

วันที่ ๒ ช่วงกลางคืนก็มีความคิดปรากฏขึ้นมามาก แต่เป็นคนละเรื่องกับเมื่อคืนวันแรก และสักพักความคิดเหล่านั้นก็ค่อยๆ ดับไป จิตจึงสงบตั้งมั่นมากกว่าคืนแรก

วันที่ ๓ ได้มีโอกาสฟังธรรมจากหลวงพ่อที่พูดถึงเรื่องพระพุทธเจ้าสอนอริยสัจ อริยมรรค และหลวงพ่อได้อธิบายถึงจิตที่เป็นกลาง กระผมก็กลับมาภาวนามหาสติปัฏฐาน ๔ ที่กุฏิ พอช่วงเช้าก่อนตื่นนอนได้สำรวจสภาวะจิตของตน (ซึ่งจะทำเป็นปกติทุกวัน) พบว่า วันนี้จิตมีความเป็นกลางๆ จึงเพียรพยายามภาวนารักษาจิตที่เป็นกลางนี้ให้ตั้งมั่นอยู่ได้ แต่ก็ยังมีความกระเพื่อมแห่งจิตที่เข้ามาเป็นระยะๆ

วันที่ ๔ ช่วงเช้าตอนตื่นนอนก็สำรวจจิตตน พบว่า มีความเป็นกลาง ตั้งมั่น เบิกบานกว่าวันก่อนๆ ซึ่งรักษาสภาวะความเป็นกลางนี้ได้ประมาณถึงช่วงเที่ยง

ดังนั้นจึงขอกราบเรียนถามหลวงพ่อว่า กระผมจะภาวนาอย่างไรให้เกิดสติปัญญารู้แจ้งชัด ตั้งมั่น รักษาจิตเป็นกลางนี้ให้ได้ทุกลมหายใจเข้าออกอย่างมั่นคงท่ามกลางสังขารทั้งปวงครับ และหากกระผมจะขอเข้าพักภาวนาต่อเนื่อง

ตอบ : นั่นอีกเรื่องหนึ่งนะ

ความเป็นกลางๆ เวลาเทศนาว่าการมันอยู่ที่จังหวะและโอกาส เวลาพูดระดับ เห็นไหม โดยทั่วไป สิ่งทั่วไปเช้าๆ เช้าๆ ก็ระดับของฆราวาส เพราะฆราวาสๆ ฆราวาสให้รักษาความตั้งมั่นของใจของตน ให้รักษาสัจจะ ศรัทธา อจลศรัทธาในพระพุทธศาสนา

เวลาเทศน์พระๆ เวลาลงอุโบสถ พระ เพราะพระศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พูดได้ตรงๆ เลย

แต่ถ้าเวลาเทศน์กับฆราวาส ถ้าเวทนา เวทนาคืออะไร สติ สติเป็นอย่างไร ศัพท์แต่ละศัพท์มันก็ต้องอธิบาย บางทีเข้าใจ ไม่เข้าใจ ถ้าคนฟังธรรม ฟังธรรมเป็น เขาฟังบ่อยๆ ครั้งเข้าเขาจะเข้าใจของเขา

สมมุติบัญญัติๆ สมมุติๆ ก็ภาษาสมมุติเรานี่แหละ บัญญัติๆ คือธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นบัญญัติ เวลาเราประพฤติปฏิบัติ ข้ามทั้งสมมุติและบัญญัติ ข้ามทั้งสมมุติและบัญญัติ มันก็เข้าสู่สัจจะความจริง

ทีนี้คำถามไง จิตเป็นกลางๆ เป็นกลางอย่างไร กลางของใคร

กลางของเด็กๆ ก็ได้ กลางของผู้ใหญ่ก็ได้ กลางของผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ คำว่า เป็นกลางๆ” ทางสายกลางไง ว่าทางสายกลางๆ เราไม่เอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง เราพยายามรักษาใจของเราให้มั่นคงของเรา ให้ตั้งมั่นของเรา แล้วฝึกหัดภาวนาของเราไง ค้นหาจิตของเราๆ ถ้าค้นหาจิตของเราเจอ มันก็เป็นสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิ จิตมันก็สงบระงับของมัน มันไม่เติมฟืนเติมไฟเข้ากับใจของตน

ถ้าไม่เติมฟืนเติมไฟเข้ากับใจของตน เป็นกลางๆ เป็นกลางมันต้องมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา ถ้ามีปัญญามันรักษาของมัน มีปัญญารักษามันก็เป็นกลาง เป็นกลางๆ เราจะเอาตรงกลาง ซ้ายและขวาไม่เอา จะเอาตรงกลาง ตรงกลางคืออะไร มันต้องมีปัญญาไง จะรักษาให้ความเป็นกลางๆ

เราพูดถึงทางสายกลาง ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา ไม่เอนเอียงเข้าไปข้างใดข้างหนึ่ง ถ้าเป็นธรรมๆ เป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความเป็นไปอย่างนั้นเป็นธรรมๆ เราก็จะสร้างอารมณ์ความเป็นธรรมอย่างนั้นหรือ

ถ้ามันเป็นโลกๆ เป็นโลกก็ด้วยความมักมาก ด้วยความอยากใหญ่ ด้วยการแสวงหาผลประโยชน์ของตน นั่นเป็นโลกหรือ

อ้าว! ถ้าเป็นกลางๆ ศีล สมาธิ ปัญญาไง เป็นกลางก็มีสติสัมปชัญญะใคร่ครวญความผิดชอบชั่วดี ความถูกความต้อง เห็นไหม ไม่เอนเอียง ไม่ติดในดีจนเกินไป แล้วก็ไม่ติดเห็นแก่ตัวความเลวร้ายจนเกินไป

ถ้าติดความเห็นแก่ตัว ฉันจะเป็นพระอรหันต์ ฉันอยากได้อยากดี ฉันจะพยายามสะสมของฉันขึ้นมา มันจะเป็นพระอรหันต์ไปได้อย่างไร ไอ้ความดีก็ไปยึดมั่นมัน ไม่ใช่

ทางสายกลางคือสติ คือปัญญาของตน ทำความถูกต้องชอบธรรม ตั้งสติ ก็เป็นสติโดยสมบูรณ์แบบ ทำสมาธิ ก็เป็นสัมมาสมาธิโดยถูกต้องชอบธรรม ถ้าเป็นปัญญา ก็ให้เป็นภาวนามยปัญญา ไม่ใช่สัญญา ไม่ใช่สังขาร

มันเป็นปัญญา ปัญญาอย่างไร

นี่ทางสายกลาง คำว่า ทางสายกลาง” แล้วทำสายกลางได้อย่างไร

ก็ตั้งให้มันเป็นกลาง เป็นกลาง มีพื้นฐานคืออะไรเป็นกลาง พื้นฐานของความเป็นกลาง คือทางสายกลางในพระพุทธศาสนา ในมรรค ๘ ดำริชอบ ดำริชอบคือปัญญาชอบ

งานชอบ งานอะไร

งานทำมาหากินก็เป็นงานชอบธรรมทั้งชีวิต งานในการประพฤติปฏิบัติ ความเพียรชอบ ชอบในอะไร ชอบที่ให้หัวใจไม่เอนเอียงไปข้างใด ก็เป็นสัมมาสมาธิ เป็นทางสายกลาง

แล้วถ้าเป็นปัญญา ความคิดก็คือปัญญา แต่ความคิดมันเป็นปัญญาโลกๆ แล้วความคิดมันมีถูกมีผิดอีก ความคิดโดยกิเลสเป็นเจ้าของ มันก็คิดแต่เห็นแก่ตัว

แล้วถ้ามันคิด คิดเป็นธรรมๆ เราจะเสียสละ เราจะเพื่อประโยชน์กับโลก แล้วไม่ภาวนาหรือ

เราจะทำประโยชน์โลก ทำประโยชน์มากมายมหาศาล จะแบกโลกไว้

เขาไม่ให้แบกโลกไว้ โลกมันหมุนไปโดยธรรมชาติของมัน มีแต่คนดีคนชั่วต่างหาก จิตใจเราก็เหมือนกัน คำว่า ทางสายกลาง” ไง เพราะเขาบอกว่า

ดังนั้นจึงกราบเรียนถามหลวงพ่อว่า กระผมจะภาวนาอย่างไรให้มีสติปัญญารู้ชัดขึ้นมา รักษาความเป็นกลาง ทางสายกลาง

ทางสายกลาง มันก็ต้องอยู่ที่ว่ากลางขั้นใด กลางระดับไหน เวลาความว่าง ความว่างขั้นสมาธิ ความว่างของขั้นของปัญญา แล้วความว่างมันปล่อยตัวของมันเอง มันเป็นชั้นเป็นตอนนะ ความว่างมันก็มีหลายระดับ ความว่างๆๆ ว่างอย่างไร

นี่ก็เหมือนกัน ปัญญาๆ มหาสติ มหาปัญญา ปัญญา มหาปัญญา ปัญญาอัตโนมัติ ละเอียดลึกซึ้งแตกต่างกันเยอะแยะ แล้วละเอียดลึกซึ้งเพราะอะไร

เพราะกิเลสมันมีลูก มีหลาน มีพ่อมีแม่ มีปู่ มีย่า มีตา มียาย เล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงร้อยแปด แล้วถ้าสติสัมปชัญญะไม่ทัน ไม่เห็นตัวมันหรอก ไม่รู้จักตัวมันหรอก ถ้าเห็นตัวมัน รู้ตัวมัน พิจารณาต่อสู้กับมันโดยศีล โดยสมาธิ โดยปัญญา โดยมรรค โดยมหาสติ มหาปัญญา มันจะละเอียดลึกซึ้งขนาดไหน นี่พูดถึงการภาวนานะ

แหม! กิเลสเป็นนามธรรม จะรู้จักมันได้อย่างไร

ไม่ใช่รู้จักธรรมดานะ เห็นหน้ามัน รู้จักมัน แล้วจับตัวมันขึ้นมาสอบสวนด้วยวิปัสสนาปัญญา ถ้าไม่เห็นหน้ามัน ไม่รู้จักจับมัน จะไปพิจารณาอะไร

แล้วพิจารณาไปแล้ว ยถาภูตัง กิเลสตาย ญาณทัสสนะว่ากิเลสตาย พลิกศพกิเลสด้วย

อู๋ย! กิเลสมันตาย ตายอย่างไร กิเลสเป็นตัวเป็นตน

คนภาวนาเป็นเขาพูด เขารู้ คนภาวนาไม่เป็น ถ้าพูดอย่างนี้แสดงว่าไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็นเรื่องของกิเลสตัณหาความทะยานอยากเลย ไม่รู้จักครอบครัวของมารเลย รู้จักแต่ตัวอักษร แล้วเอาอักษร ตัวอักษรนั้น พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้เป็นภาษาบาลีนะ แล้วเขาแปลมาเป็นภาษาไทย คำว่า กิเลสๆ” สิ่งนั้นเขารู้เขาเห็น เขาชัดเจนของเขา ถ้าเราจะรู้เห็นเป็นชัดเจนของเรา เราก็ฝึกหัดของเราไป

ฉะนั้นว่า ถ้ามาวัดแล้วภาวนาดีขึ้นก็สาธุ แล้วอยู่ที่ไหนก็ปฏิบัติได้ เพราะเวลาปฏิบัติ ปฏิบัติกายกับใจนี้ กายกับใจนี้อยู่ที่ไหนก็ปฏิบัติได้ ไปวัดไปวา เหมือนคนเจ็บไข้ได้ป่วยไปโรงพยาบาล ถ้าเวลามันวิกฤติ เราก็ต้องไปหาหมอ หมอก็จะผ่าตัดทำให้เรา

นี่ก็เหมือนกัน เวลาถ้ามันสงสัย เวลาถ้ามันอั้นตู้ ไปวัดไปวา ไปเพื่อแบบนี้ไง

แต่เวลาถ้าเราจะประพฤติปฏิบัตินะ จะห้องพระ จะที่ร่มเย็น ที่โคนต้นไม้ จะที่โล่งแจ้งที่ไหน ทำได้ทั้งนั้นน่ะ เพราะมันต้องทำต่อเนื่อง ทำต่อเนื่องคือฝึกหัดรักษาหัวใจของตน แล้วหัวใจของตนนะ ถ้าปฏิบัติต่อเนื่อง ดูแลรักษามัน มันจะพัฒนาของมัน

เพราะอยากต้องการทางสายกลาง

ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาคืองานชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ ความชอบธรรมในการประพฤติปฏิบัติ เอวัง